แฉบริษัทน้ำดำย่องเงียบพบ “อภิสิทธิ์” ขอลดภาษีน้ำอัดลม แลกลงทุนเพิ่มในไทย

รูปภาพของ himayah

        ทพ.ดร.วีระศักดิ์ พุทธาศรี นักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผู้บริหารจากบริษัทน้ำอัดลมรายใหญ่ของโลก ได้เข้าพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยเสนอให้รัฐบาลไทยให้ลดภาษีน้ำอัดลม เพื่อแลกกับการขยายการลงทุนเพิ่มในไทย แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เพราะสินค้าประเภทน้ำอัดลม เป็นอาหารที่ทำลายสุขภาพ หากมีการลดภาษีก็เท่ากับสนับสนุนกระตุ้นประชาชนให้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับนานาประเทศ ที่หันมาเพิ่มภาษีอาหารประเภททำลายสุขภาพ อาทิ น้ำอัดลม เพื่อลดภาระของรัฐบาลที่ต้องใช้เงินมหาศาลในการดูแลสุขภาพประชาชน

        “ผลการศึกษาในประเทศสหรัฐฯ พบว่าปี 2008 รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาโรคอ้วนถึง147,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5 ล้านล้านบาทไทย ซึ่งมากกว่างบประมาณแผ่นดินของไทยถึง 2 เท่าครึ่ง ทั้งยังพบว่ารัฐที่ไม่มีการเก็บภาษีเครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว มีประชากรเป็นโรคอ้วนชุกกว่ารัฐที่มีการเก็บภาษีถึง 4 เท่าและรัฐที่ยกเลิกการเก็บภาษีมีประชากรโรคอ้วนชุกขึ้นเป็น 13 เท่าของรัฐที่ไม่เก็บภาษี ซึ่งแสดงความสัมพันธ์กันว่าเมื่อไม่มีการเก็บภาษี ก็ยิ่งมีกระตุ้นให้เกิดการบริโภค สร้างผลเสียต่อสุขภาพ เพราะเป็นสินค้าที่มีน้ำตาลสูง มีผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากของเด็ก ทั้งฟันผุ ฟันกร่อน โรคอ้วน โรคเบาหวาน” ทพ.วีระศักดิ์ กล่าว

        ทพ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า โดยหลักการแล้วแม้ภาครัฐ มีความจำเป็นที่ควรให้การสนับสนุนการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม แต่การสนับสนุนใดๆต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและเหมาะสม อาทิ การให้การส่งเสริมแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ต้นทุนส่วนใหญ่จากวัตถุดิบและแรง งานในประเทศ น่าจะมีผลดีมากกว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตน้ำอัดลม ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีความจำเป็น ทั้งยังสร้างภาระต่อภาครัฐและสุขภาพของประชาชนในอนาคต ธุรกิจน้ำอัดลมใช้ต้นทุนเครื่องจักรนำเข้าราคาสูง และมีต้นทุนเป็นค่าหัวเชื้อที่ต้องนำเข้าถึง 39% ต้นทุนน้ำตาล 38% โดยมีค่าแรงงานเพียง 7% เท่านั้น จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ

        “วัน ที่ 24 ก.ย.นี้เวลา 13.00 น. เครือข่ายสุขภาพประกอบด้วยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เครือข่ายคนไทยไร้พุง เครือข่ายโภชนาการสมวัย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ชมรมทันตสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ประมาณ 10 คน จะเดินทางเข้าพบ นายพฤฒิชัย ดํารงรัตน์ รมช.กระทรวงการคลัง เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการลดภาษีให้อุตสาหกรรมน้ำอัดลม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยทั้งประเทศ”ทพ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว

        ทพ.ปิยะดา ประเสริฐสม กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวว่า การสำรวจของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ขณะนี้เด็กไทยวัยประถม มีพฤติกรรมดื่มน้ำหวานน้ำอัดลมถึง 50% และมีเด็กที่ดื่มเป็นประจำทุกวันถึง 30% ที่น่าตกใจคือ โดยเฉลี่ยเด็กไทยในวัยอนุบาลและประถมศึกษาดื่มน้ำอัดลม 0.2 ลิตรต่อคนต่อวัน หรือเฉลี่ยวันละ 1 กระป๋อง หรือคิดเป็น 66 ล้านลิตรต่อปี หมายถึงจะได้น้ำตาลเฉลี่ยครั้งละ 7.4-8 ช้อนชา ซึ่งเกินปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน จึงเป็นอันตรายอย่างมาก และคาดการณ์ว่า ในอนาคตไทยจะประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่าง มาก หากไม่มีมาตรการใด ในปี 2568 จะมีประชากรครึ่งหนึ่งมีภาวะน้ำหนักเกิน กลายเป็นปัญหาสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจในระยะยาว